LittleBig 的个人资料FLY High Sky MANIA照片日志列表 工具 帮助
May 16  
第 1 张,共 20 张
4月2日

สวัสดี...

มีคนบอกว่า ศิลปะที่แสดงออกถึงอารมณ์และความรู้สึกได้ดีที่สุด มันจะเกิดมาจากความเศร้า ความทุกข์ ที่จรผ่านเข้ามาในชีวิต... ภาพเขียนหนึ่งภาพ เมื่อกลั่นออกมาจากอารมณ์ภายในของศิลปิน สิ่งที่ระบายลงสู้ผืนผ้าใบเพียงแค่เศษเสี้ยวของอารมณ์และความรู้สึก สื่อออกไปถึงผู้รับ ... คิดดูสิว่าสิ่งที่อยู่ภายในมันกองพะเนินเพียบเพียงใด...
 
แวนโก๊ะสะสมความระทมเท่าไหร่ ถึงจะชดเชยความหม่นหมองเหล่านั้นด้วยความสดใสของสีสัน โพสท์อิมเพรสชั่นนิสม์ ที่คนรุ่นถัดมายกย่องในยามที่แวนโก๊ะเองไม่เคยได้เย็นแม้เสียงกระซิบแห่งคำสรรเสริญเหล่านั้น...
 
เคยรู้สึกไหมว่า เวลาเศร้า เราจะฟังเพลงช้าๆได้อย่างละเมียดละไม เข้าใจถึงถูกถ้อยคำเป็นพิเศษ เราจะมีความสุขและเบิกบานที่ได้สดับเสียงแห่งความรื่นเริงในเพลงที่มีจังหวะ... เรารู้สึกถึงอารมณ์ของภาพเขียนที่อยู่ตรงหน้า สัมผัสถึงสีสัน และฝีแปรงที่สะบัดอยู่บนผืนผ้าใบได้ป็นอย่างดี... เราจะรู้สึกถึงการตื่นขึ้นมาสัมผัสแสงตอนเช้าอย่างเศร้าสร้อยและรู้สึกถึงเสียงถอนหายใจก่อนนอนได้ชัดเจน ทำไมนะ...
 
คนเรามักจะรื่นเริงกับความสุข จนลืมช่วงเวลาเหล่านั้นไป... ฉันก็ลืม... ลืมช่วงเวลาที่นั่งเหงาอยู่คนเดียวหน้าเจ้าแลปทอปบุโรทั่งตัวเก่า เสียงสัญญาณเตือนจากโปรแกรมคุยข้ามทวีปยอดฮิตจากไมโครซอฟท์ที่ผ่านเข้ามาสองสามชั่วโมงต่อครั้ง ด้วยคำทักทายของคนที่ผ่านไปผ่านมาอย่างสั้นๆ... ฉันลืมมันไปชั่วขณะ... ห้องเล็กๆที่เต็มไปด้วยตัวหนังสือ ขาดการปัดฝุ่นมาสามเดือน จากที่เคยอัพเดตกันทุกสิบห้าวัน... แล้ววันนี้ฉันกลับมาด้วยความเหงาหรืออะไรกันนะ... มันอาจจะเป็นความเหงาหรือความเศร้าที่ฉันกำลังคิดถึงอยู่ก็ได้... สวัสดีจ้ะ... ความเหงา... ดีใจที่เจอเธอ... ฉันรีบคว้ามันไว้ก่อนที่ลมแห่งฤดูใบไม้ผลิจะพัดมันผ่านไปในวันรุ่งขึ้น... ที่นี่ซากุระเริ่มบานแล้ว...
 
คันไซ
3 เมษายน 2549
02.35 a.m.
2月13日

กินของขม...ชมเด็กสาว..เล่าความหลัง...

แล้วก็มาถึงอีกวันเดิมๆ ที่มองออกไปนอกหน้าต่างริมสนามบินนาริตะ เสียงสะเทือนของเครื่องขึ้นลง ไม่ได้ทำลายโสตประสาทในการรับฟังเสียงของฉันอีกต่อไป... ขอบกระจกอลูมิเนียม และกระจกสองชั้น เป็นตัวกั้นความหนาวเหน็บที่พาดผ่านมาจากด้านนอก...วันนี้ที่นาริตะ แดดจ้า แต่อุณหภูมิเพียง 6 องศาเซลเซียส...
 
เสียงเครื่องขึ้นสะเทือนลั่น พร้อมกับแรงกระชากตัวของเครื่องบินลายขาว- น้ำเงิน ทำให้เกิดเงาสะท้อนรับกับกระจกของห้อง Ballroom ชั้นบนสุดของโรงแรม ฉันเหลือบมองด้วยอารมณ์เฉื่อยชาที่เกิดขึ้นเสมอๆในวันว่างเช่นนี้... จินตนาการแวบผ่านเข้ามา โดยใช้กรอบอลูมิเนียมของกระจกเป็นกรอบรูปใหญ่ มีเครื่องบินสีขาวน้ำเงิน และเงาสะท้อนเป็นพระเอก... จินตนาการ... ช่วงเวลาไม่ถึงสิบวินาที เจ้าเครื่องบินลำใหญ่บินผ่านไป... ฉันก้มลงมองมือตัวเองพลางคิดคำนึงถึงช่วงเวลาที่ได้ใช้อยู่หน้ากระดาษสเกตช์ผืนใหญ่ กระดาษร่างเสียงดังกรอบแกรบ..กรอบแกรบ ที่พร้อมใจประสานเสียงกันเมื่อใกล้เวลาส่งโปรเจกต์ เสียงเอี๊ยดอ๊าดชวนให้เสียวพุงของทีสไลด์ที่ลืมหยอดน้ำมัน เสื้อตัวเก่าที่สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นเป็นผ้าเช็ดพู่กันไปพร้อมๆกับเครื่องสวมใส่....กลิ่นกาวยู้ฮู..รอยเหนียวๆของสเปรย์กาว รอยคมของคัตเตอร์ที่เคยเฉือนเอาปลายนิ้วโป้งทิ้งรอยแผลเป็นมาจนถึงทุกวันนี้...
 
นี่แหละ 'ถาปัด...นี่แหละตัวผม... คุณจะรู้ว่าคุณกำลังเรียน'ถาปัด เมื่อ... 

           > นาฬิกาปลุกบอกเวลาไปนอน ไม่ใช่ตื่น
           > ไม่อายที่จะหลับน้ำลายยืดในชั้นเรียนโดยเฉพาะวิชาคอน.
           > รู้ว่ากาวยู้ฮูกับพริตต์รสเป็นอย่างไร
           > คุณเฉลิมฉลองให้กับ space
           > กาแฟกับกระทิงแดงไม่ใช่เครื่องดื่ม แต่เป็นอุปกรณ์
           > คุณตกใจเมื่อเห็นตึกใหม่ในมหาลัย
           > คุณคิดว่าการสร้าง space เป็นไปได้
           > หลับติดต่อกันมากกว่า 20 ชั่วโมงในวันเสาร์-อาทิตย์
           > ผลอยหลับในห้องน้ำ
           > น้องชายหรือน้องสาวของคุณคิดว่าตัวเองเป็นลูกคนเดียว 
           > ฟังซีดีทั้งหมดในเวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมง
           > ไม่ค่อยมีคนเห็นคุณในที่สาธารณะ
           > ทำกุญแจบ้านหายแต่ไม่รู้ตัวเป็นอาทิตย์
           > อาบน้ำ แปรงฟันในห้องน้ำข้างๆสตูดิโอ
           > คุณพบประโยชน์ของการมีผมสั้นหรือผมเกรียน แล้วก็เริ่มจะชอบหัวล้านๆ
           > ใช้ฟิลม์หมดม้วนถ่ายทางเดินอย่างเดียว
           > รู้ว่าเครื่องขายของอัตโนมัติเติมของกี่โมง
           > พกยาระงับกลิ่นตัวอยู่ตลอด
           > ตอนทำโมเดลจะรีไซเคิลของเก่งมาก
           > เวลาคุยกับคนอื่นเหมือนกับว่าจะพยายามร้องอะไรงึมๆงำๆ
           > ลุกขึ้นมาเต้นอย่างเมามันตอนตีสาม ทั้งๆที่ไม่ได้กินเหล้าซักหยด
(ประโยคนี้ยกให้เอ้....การเปิดวิดยุคลื่นเมทัลฟังตอนตีสอง พร้อมส่งเสียงว๊ากๆๆๆของ Slipknot ทำให้เรารู้ด้วยว่าไอ้เพลงแบบนั้นมันเป็นภาษาคน และแปลว่าอะไร)

           > เขียนโน๊ตด้วยปากกาเขียนแบบหรือโยเคน
           > คุณรวมอาหารสามมื้อเป็นมื้อเดียว
           > วันหยุดเป็นวันนอนเพิ่ม
           > คุณมีรูปถ่ายตึกมากกว่าคน
           > เอาแฟนไปเที่ยวที่ไซท์ก่อสร้าง
           > สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องติดต่อกับคนอื่น กินอาหาร หรือโดนแสงอาทิตย์ แต่ถ้างานปรินท์ไม่ออกนี่ขอตายดีกว่า
           > ใช้โฟโต้ชอป อิลลัสเตรเตอร์และทำเวบได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ใช้ Excel ไม่เป็น
           > เรียกชื่อจริงของสถาปนิกผู้ยิ่งใหญ่อย่างกับว่าเป็นเพื่อน (แฟรงค์ คอร์บู มิส...)
           > ซื้อ Art4D, room, daybed หรือ  บ้านและสวนทุกเดือนแต่ยังไม่ได้อ่านกว่าครึ่ง
           > ค่าใช้จ่ายกว่า50%จะหมดไปกับการเรียน+ทำงาน
           > ท่านมักจะไม่ค่อยมีเงินกินข้าว
           > แต่สามารถหาเงินมากินเหล้าได้
           > สิ่งที่ทำกันเป็นปกติ จะเป็นเรื่องผิดปกติสำหรับคนนอก
           > บุหรี่หมดเร็วมาก โดยเฉพาะช่วงที่คิดแบบไม่ออก...อ้าวชิบหายแล้วบุหรี่กูไปไหนวะเนี่ย?
           > เวลาคนบอก ดื่มน้ำสิงห์ คุณนึกถึงเหล้ามากกว่าน้ำเปล่า
           > ตีสองตีสามเป็นเวลาปกติ....แต่บ่ายสองบ่ายสามนี่มีอยู่บนโลกด้วยฤา?
(เคยไปเล่าให้คนอื่นฟังว่า เป็นแอร์นอนไม่เป็นเวลา สเก็ตมายังไงก้อบินไปอย่างนั้น บางวันออกดึกแต่ต้องกลับมาเช้าตรู่ ถึงจะได้นอน กินแต่อาหารสำเร็จรูปบนเครื่องบิน ถึงเวลาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองไม่อยากเปลืองตังก็มีมาม่าเป็นเมนูหลัก... ยังไม่ทันจบประโยค...ก็มีเสียงแว่วมาว่า... มึงมาถูกทางแล้วล่ะ... เลยเล่าต่อไปว่าบนเครื่องมีไวน์ เหล้าเบียร์ เหลือๆให้มึงงแอบแดกได้ฟรีด้วย...... ต่อไปนี้อย่าแปลกใจถ้าพบว่ามีเด็กถาปัดที่ไหนๆ แห่ไปสมัครเป็นสจ๊วตและแอร์เยอะขึ้น...)

           > เปลี่ยนแนวไปฟังลูกทุ่งมากขึ้น หลังจากฟังซีดีทั้งหมดแล้วตอนเที่ยงคืน
           > แบรนด์เนมของพี่สาวคือ แอร์เมส พราด้า ดีเคเอ็นวาย
           > แบรนด์เนมของคุณคือ โคปิก มาสเท็ก สเต็ดเล่อร์
           > คนอื่นพูดว่า "โล่งจัง" คุณพูดว่า "สเปซเยอะจัง"
           > คณะอื่นเรียน2-3วิชา ในครึ่งวัน  แต่คุณเรียน2วิชาจนถึงเย็น
           > ยิ่งขึ้นปีสูงยิ่งเริ่มปัญญาอ่อน
           > เมื่อถึงจุดหนึ่งคุณจะสรรหาเพลงเก่ามาฟังมากกว่าการหาเพลงใหม่ฟัง
           > วิทยุเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด
           > น้ำประปาดื่มได้
           > อาหารเหลือกินได้
           > เสื้อเหม็น รองเท้าเหม็น กางเกงเหม็น ใส่ได้
           > เชื้อราในร่มผ้า เหมือนเครื่องแสดงความเป็นคนจริง
(ตรง section นี้ ขอมอบให้ เต๋อ...เพื่อนผู้เป็นคนจริงของเรา...)

           > วิชาที่ต้องอ่านหนังสือ ที่มีตัวหนังสือเกินครึ่งหน้า จะถูกพิจารณาในการอ่านหลังสุด ทั้งๆที่อ่านหนังสือนิยายได้เป็นเล่มๆ
           > 7/11 เพื่อนคู่ใจในยามดึก
           > เวลานอนสำคัญกว่าแฟน................โดนทิ้งในเวลาต่อมา
           > ไม่กล้ามีแฟน เพราะไม่มีใครพอจะรับได้ 555555+
 
ฉันปิดอีเมล์ที่ได้รับ Forward มาจาก "เส" อย่างเชื่องช้าตามบรรยากาศ มันเป็นหนึ่งในฟอร์เวิร์ดเมล์โดนใจที่เอาไว้เปิดอ่าน กลิ่นไอของ "แสงโสม" ผสม "กาวยู้ฮู" ที่ติดมากับเจ้าจดหมายอีเลกทรอนิกส์บรรดาลให้หวนนึกถึงอดีตอันหวานปนขมของเหล้าแสงโสม แดดยามบ่ายของทางเดินไปโรงอาหารคณะที่คุ้นเคย(อย่าให้พูดถึงแดดยามเช้า เพราะน้อยครั้งนักที่จะได้สัมผัส) 
 
ช่วงหลังๆมีอาการ ชอบกินของขม ชมเด็กสาว(หนุ่มก้อได้...เอ้า) และเล่าความหลัง ไม่ต้องบอกก้อรู้ว่าเป็นอาการที่บ่งบอกถึงวัยที่ล่วงเลย... ว่างๆเลยต้องเอาตัวเองไปนั่งคุยกับเด็กๆ จำพวกลูกของญาติๆ หรือน้องๆในมหาลัยมากกว่า เพราะคุยด้วยแล้วดูชีวิตจะมีความหวังมากกว่าคุยกับเพื่อนรุ่นเดียวกันเอง...ชักจะแก่กันจริงๆแล้วสิพวกเรา...
 
อดีตไม่เคยหวนคืนฉันใด ก็ป่วยการที่จะเสียดายสิ่งที่ผ่านไปแล้ว เพียงแต่เก็บมันเอาไว้เป็นความทรงจำที่งดงามคงจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด...ธรรมชาติสร้างตาคู่หน้ามาให้มนุษย์เพื่อเป็นการย้ำเตือนว่าให้มองไปข้างหน้า พร้อมกับสองขาที่พาดพาไปข้างหน้าได้ง่ายกว่าการเดินถอยหลังเป็นไหนๆ....
1月12日

วันเหงาๆ..กับยอดชายนายเทพบุตร...

สนุก แยบยล อบอุ่นและอบอวลไปด้วยกลิ่นไอที่คุ้นเคย... อาจจะเป็นคำจำกัดความที่บรรยายได้ไม่เต็มที่นัก สำหรับหนังสือเล่มนี้...
 
อีกครั้งหนึ่งที่ฉันได้ใช้เวลาเหงาๆให้หมดไปกับหนังสือที่แบกใส่กระเป๋าอันหนักอึ้ง พาลจะทำให้เจ้าหน้าที่ยกกระเป๋าสนามบินค้อนเอาควับๆ... ซึ่งยอมรับว่าน้อยครั้งจริงๆที่จะได้นั่งอ่านเจ้าหนังสือกองพะเนินจนหมดกรุ เพราะส่วนมากจะเป็นการแบกมาเผื่อๆ...เผื่อว่าจะได้เลือกอ่านเล่มเด็ดๆสักเล่มหนึ่งจนวางไม่ลง...
 
หลังตะลุยอ่านการ์ตูนมังกรหยก ภาคจอมยุทธล่าอินทรีย์  จำนวน 38 เล่มจบไปในเวลาสามวัน สองคืน ทำให้ต้องสอดส่ายหาหนังสือเล่มต่อไปจากหนังสือกองพะเนินที่แบกมา... สายตาไปปะเอากับหน้าปกของหนังสือเล่มหนึ่ง หน้าปกสีเขียวลายทุ่งหญ้าตัดกับรถกระบะคันเล็กๆสีเหลือง... เหลือบตามองชื่อนักเขียนอย่างคุ้นเคย... พลันนึกถึงความสนุกสนานของนิยายเล่มเก่าๆของเขา ที่เคยนำไปทำเป็นหนังเสียเรื่องหนึ่ง อย่าง มนต์รักทรานซิสเตอร์ ก็แอบคาดหวังเล็กๆกับพอคเก็ตบุคเล่มเล็กๆที่อยู่ในมือ... THE PICK UP ขับชีวิตสุดขอบฟ้า... ไม่ใช่หนังสือแปล...ไม่ใช่นิยายสอบสวน... ไม่เชิงอินเดียน่าโจนส์  แต่ “บักบูด” หรือนายเทพบุตร พระเอกของเรื่อง ก็นำเราไปพบกับความสนุกตื่นเต้น จนทำให้มือของฉันต้องกระชับหนังสือแน่น พลิกอ่านหน้าต่อหน้า จนเผลอผ่านไปสุดที่แผ่นสุดท้ายของหนังสือเล่มน้อยอย่างไม่รู้ตัว
 
วัฒน์ วรรลยางกูร  ถ่ายทอดความสนุกสนานผ่านตำนานท้องทุ่งของลูกอีสาน ที่ต้องประสบพบพานกับความไม่คาดฝันของชีวิต ระหกระเหินเข้ากรุงเทพเมืองฟ้าอมรเพื่อจุดประสงค์บางประการ แต่ระหว่างทาง เขาดันไปพบเข้ากับนางเอกของเรื่องหุ่นเซ็กซี่ เปรียบประดุจเจมส์ บอนด์ ก็ไม่ปาน ที่จะต้องมีสาวสวยข้างกาย หากแต่ฉากหลังของเรื่องจะเปลี่ยนจากท้องทะเลแคริบเบียน มหานครนิวยอร์ก หรือหุบเขาแห่งแกรนด์แคนยอน เป็นท้องทุ่งแห่งหมู่บ้านเล็กๆริมสุดของเมืองอีสาน ลากยาวไปถึงป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ไปโผล่ริมสันเขื่อนแถบกาญจนบุรี ลัดไปออกหมู่บ้านกะเหรี่ยงยอดดอย กว่าจะดั้นด้นมาถึงเมืองหลวง... และพระเอกเมื่อดูจากถิ่นฐานบ้านเกิดแล้ว ก็คงไม่ได้กระเดียดไปทาง ชอว์น คอนเนอรี่ หรือ เพีร์ซ บรอสแนน เป็นแน่
 
“บักบูด” ชื่อของเขามาจากชื่อที่ยายตั้งให้ คือ ยอดชายนายเทพบุตร แรกๆใครๆก็เรียกว่าบักบุตร ต่อมาดันเพี้ยนไปเป็น บักบูด ตามความสะดวกปากของใครต่อใคร บักบูด ไม่ได้นิยมของบูด หากแต่ชอบกิน ปลาแดกบอง เป็นชีวิตจิตใจ  ในทรรศนะของเขา ปลาแดกปลาร้ามิใช่ของบูด แต่เป็นของไม่บูดเน่าง่าย สะเตเบิ้ล..สะเตเบิ้ล... เก็บไว้รับประทานได้นานหลังจากเก็บไว้หลายเดือน...
 
แค่เปิดเรื่องแนะนำตัวละคร ก็กระตุ้นต่อมสนุกขนาดนี้ มีหรือจะไม่อยากเห็นตอนจบ...
 
ฉันห่างเหินกลิ่นไอของนิยายประเภทนี้มาพอสมควร หรือพูดอีกแง่คือไม่ค่อยจะได้พบเจอใครกล่าวถึงวิถีชาวบ้านในงานเขียนได้ถึงรสถึงชาตขนาดนี้ นับแต่ เสเพลบอยชาวไร่ ของ ‘รงค์ วงศ์สวรรค์ พญาอินทรีย์แห่งไร่ทูนอิน และมนต์รักทรานซิสเตอร์ เห็นจะประมาณ สี่ซ้าห้าปีมาแล้ว... หากแต่งานเขียนของ วัฒน์ วรรยางค์กูร ต่างกับเสเพลบอยชาวไร่ ตรงที่แฝงไว้ด้วยเรื่องราวของความรักอบอุ่น ที่ผ่านเข้ามาโดนใจอย่างไม่รู้ตัว ด้วยความรู้สึกที่เกิดอย่างเรียบง่าย ก่อตัวขึ้นทีละเล็กทีละน้อย... พร้อมกับปรัชญาประสาซื่อของบักบูด....
 
แผ่นสุดท้ายของพอคเก็ตบุคถูกพลิกผ่านไปอย่างช้าๆ พร้อมกับความอบอุ่นเล็กๆที่เกิดขึ้นในหัวใจ พลันกลิ่นไอของฉากตามท้องเรื่องก็ทำให้ฉันคิดถึงบ้าน ชนิดที่อ่านไปแทบไม่ต้องใช้จินตนาการให้มากมาย ด้วยทุกที่ ทุกแห่งที่อยู่ในนิยายคือสิ่งที่ประทับแน่นอยู่ในความทรงจำ พอจะรำลึกถึงได้ไม่ยาก ทั้งบ้านริมคันนา วัดบ้านนอก ศาลาการเปรียญมีเพียงเสาสี่ต้นตีผนังเป็นบางส่วนตรงที่ตั้งโต๊ะหมู่บูชา ทุ่งใหญ่นเรศวร ริมเขื่อนกาญจนบุรี และหมู่บ้านชาวเขา... สิ่งที่จะต้องใช้พลังงานอย่างสูงในการจินตนาการมีเพียงหน้าตาของบักบูด พระเอกของท้องเรื่อง... แค่คิด...ก็เพลินแล้ว...ขอบคุณโลกนี้ที่มีหนังสือดีๆให้เราอ่าน....

เรื่องนิดเดียว...

"เพียงเรื่องเล็กๆในชีวิต"...กับ..."มันมีอะไรมากกว่านั้น"... สองคำนี้ต่างกันตรงไหน เมื่อใครคนหนึ่งรำพึงขึ้นกับตัวเอง...

 

ใช่แล้ว..มันคือการมองมุมของชีวิตเรานั่นเอง... เรื่องบางเรื่องดูน้อยนิดและธรรมดา สำหรับคนคนหนึ่ง แต่มันเป็นเรื่องที่มีอะไรมากกว่านั้นในสายตาของคนบางคน มันไม่ใช่เพียงเรื่องของการมองโลกในแง่บวกหรือลบ แต่โดยรวมแล้ว มันโยงไปถึงความหมายที่เกิดขึ้น และเข้ามาปะทะความเป็นตัวตนของคนคนหนึ่ง...

 

เรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างการทำดินสอกดราคายี่สิบห้าบาทหาย คงจะยิ่งใหญ่กว่าการที่ทหารอเมริกันตายในสนามรบอีรักเสียอีกสำหรับเด็กชั้นประถมปีที่สอง... มันเป็นเรื่องเล็กๆของใครบางคน แต่มันคือเรื่องใหญ่ของเด็กน้อยทีเดียว...

 

มองมาถึงวัยที่เติบโตขึ้น การทำดินสอกดราคายี่สิบห้าบาทหายก็เป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้ ถ้าผู้ใหญ่คนนั้นอยู่กลางชนบทคนเดียว และสามารถติดต่อกับคนอื่นๆได้โดยการเขียนจดหมายเท่านั้น...และ..เขามีดินสอกดอยู่เพียงแท่งเดียว... แต่...มุมมองของผู้ใหญ่(ที่รู้จักคิด)คนนี้ ได้รับการหล่อหลอมมาแบบไหน...ระหว่าง... ปัดโธ่เอ๊ย..จบกัน ไม่มีอะไรเหลือแล้วชีวิตนี้ ดินสอ...จบกัน... และ ...ไม่เป็นไรหรอกน่า เราก็อยู่คนเดียวมานานแล้ว มองไปรอบๆตัวแล้วเราก็ยังมีความสุขอยู่นี่นา... ตู้จดหมายสีแดงตั้งอยู่หัวมุมคันนาที่เดิม กระดาษกองพะเนินวางอยู่ตรงหน้า อย่างที่เขาคุ้นเคย เมื่อก่อนเขามองเห็นเพียงตัวหนังสือที่ทาบทับปรากฏอยู่บนกระดาษ แต่ตอนนี้ เขาเริ่มมองเห็นกระดาษอีกครั้ง หลังจากที่ไม่เคยสังเกตด้วยซ้ำว่ากระดาษที่เขากำลังเขียนอยู่นั้นเป็นกระดาษสีสวยเนื้อดีขนาดไหน...ว่าแล้วเขาก็เริ่มสร้างสรรค์งานจากการพับกระดาษ แทนการเขียนจดหมาย...

 

ใช่แล้ว มันเป็นเรื่องของมุมมอง...ชีวิต...

 

แต่ถ้าตลอดเวลาสิบห้าปีที่ผ่านมา เด็กโข่งคนนี้เขียนจดหมายติดต่อกับใครบางคน จนรู้สึกว่าเป็นกิจวัตร ทำนองเดียวกับการกินข้าว อาบน้ำ และถ่ายทุกข์...ดินสอแท่งนี้ มันมีค่าแค่ไหนกัน...แล้วเขาจะสามารถปรับมุมชีวิตไปหาสิ่งอื่นรอบตัว แทนที่ดินสอ(ที่หายไป) กับตู้จดหมายตรงหน้าได้หรือไม่...แล้วคนที่เขาติดต่อด้วยจะรู้สึกอะไรไหมนะที่อยู่ๆเขาก็หายไปแบบนี้...แล้ว...จริงๆแล้วคนที่เขาเขียนจดหมายคุยด้วยมีตัวตนจริงหรือเปล่า?

 

ความรู้สึก เป็นเรื่องของความว่างเปล่า...จับต้องไม่ได้... การมองโลกจะถือเป็นความรู้สึกแบบหนึ่งได้รึเปล่า?... เพราะมนุษย์ปุถุชนอย่างเรามักจะมองโลกตามอารมณ์ ตามความรู้สึก เมื่อใดที่เรามองโลกอย่างที่มันเป็นอยู่ โดยไร้ปัจจัยเป็นอารมณ์ เป็นความรู้สึกแล้ว...ความรู้สึกจะกลับกลายเป็นความว่างเปล่าอีกครั้ง... เมื่อนั้นความสมดุลระหว่างคำว่า..."เพียงเรื่องเล็กๆของชีวิต"...และ"มันมีอะไรมากกว่านั้น" จะมาบรรจบกันอีกครั้งหนึ่ง... ซึ่งก็คือการมองโลกตามความเป็นจริง อย่างที่มันเป็นอยู่นั่นเอง...

 

"คน" เกิดมาพร้อมกับความรู้สึกฉันใด การมาบรรจบกันของสองประโยคนี้ ดูเหมือนจะห่างไกลขึ้นทุกที... ทุกวันนี้ลองถามตัวเองดูว่า สมดุลของการมองโลกเราเป็นแบบไหน... แล้วมันจะไปบรรจบกันที่ใด...

 

27375 วัน คืออายุโดยประมาณของคนหนึ่งคน 657000 ชั่วโมงที่มีอยู่ เรื่องราวต่างๆมากมายที่พร้อมจะผ่านเข้ามา ในห้วงแห่งอารมณ์และความรู้สึก...เรื่องราวเหล่านั้นเป็นเพียงเรื่องเล็กๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต หรือมีอะไรมากกว่านั้น?

 

"เพียงเรื่องเล็กๆในชีวิต"...กับ..."มันมีอะไรมากกว่านั้น"... ใครคนหนึ่งรำพึงขึ้นกับตัวเองอีกครั้ง...ก่อนเดินจากไปด้วยความเงียบงัน...

 

นาริตะ 10 มกราคม 2548

12月10日

เดจาวู...

...กว่าจะลืมตาตื่นมาอีกที ก็เป็นเวลาราวๆบ่ายสอง... จริงๆแล้วมันก็เป็นเวลาเพียง 4 ชั่วโมงที่ได้หลับตาพักผ่อน หลังจากเที่ยวบินที่ ล่าช้าออกไปถึงสี่ชั่วโมง... ตีหนึ่งสี่สิบห้านาทีคือเวลาที่เครื่องจัมโบ้ 747 ลำหนึ่งกระชากหัวขึ้นจากพื้นราบ แล้วกระแทกลงรันเวย์ ของสนามบินนานาชาตินาริตะ ในอีกราวๆสี่ชั่วโมงครึ่งถัดไป... มันก็เหมือนกับเดจาวู...ภาพฝันซ้ำๆ...ซ้ำๆ... นับครั้งไม่ถ้วนที่เราเดินเข้าออกจากสนามบินแห่งนี้... 10.45 น. ภาพฝันนั้นดับวูบลง ณ เตียงที่คุ้นเคย...

 

ความงัวเงียจากการตื่นขึ้น และนอนหลับไม่ค่อยเป็นเวลา ทำให้ออกจะเพลียๆอยู่บ้าง แต่เจ้าสัมภาระที่อุดส่าห์แบกข้ามทวีป เพื่อวัตถุประสงค์บางประการ ทำให้จำใจจะต้องเช็คตารางเที่ยวรถที่จะออกจากโรงแรมเพื่อไปยังจุดหมายปลายทางตามกำหนดที่ตั้งไว้ ถึงแม้การตื่นมาในเวลานี้จะทำให้กำหนดการล่าช้าออกไปถึงสองชั่วโมง แต่ความพยายาม และแสงแดดจ้าที่ยังลอดเข้ามาตามหน้าต่างส่งสัญาณเป็นนัยว่า เรายังพอมีเวลา ....

 

ไม่ใช่เพียงครั้งแรก กับการมาเหยียบที่แห่งนี้...เหมือนภาพฝันซ้ำๆอีกครั้ง...วัด นาริตะ ซัง...หรือแปลตามตัวก็คือวัดบนภูเขานาริตะ... ครั้งแรกที่ฉันมาเหยียบที่นี คือหนาวที่แล้ว เพื่อมาสัมผัสกับสีสันอันงดงามของใบไม้ฤดูหนาว... ครั้งที่สองเมื่อสีสันของใบไม้ ได้ทิ้งตัวลงไปกองอยู่แทบพื้น ปล่อยให้กิ่งก้านยืนหยัดสู้ลมหนาวอย่างเดียวดาย...ครั้งต่อมา เมื่อยอดอ่อนสีเขียวแรกผลิเป็นใบเล็กๆ พร้อมกับกลิ่นของฤดูใบไม่ผลิ...ครั้งต่อมา...ครั้งต่อมา...และครั้งต่อมา...

 

รกบัสจอดเทียบริมสถานีรถไฟนาริตะ...คงจะต้องใช้เวลาเดินอีกราวๆครึ่งชั่วโมงไปตามถนนคดเคี้ยวเส้นเล็กๆ...อุณหภูมิ 8 องศาเซลเซียส พร้อมจะลดต่ำลงอีกเรื่อยๆ ตามเวลาที่ย่ำไปข้างหน้า พร้อมกับแสงแดดที่โรยราลงทุกที...

 

ขาตั้งถูกประกอบเข้ากับกล้องดิจิตอลกลางเก่ากลางใหม่ที่จุดเดิมอย่างเร่งรีบ เวลาและแสงแดดไม่คอยท่าใครทั้งนั้น นึกโกรธตัวเองอยู่เล็กๆที่ลืมตาตื่นเสียสายโด่ง... ถึงแม้จะไม่ใช่ครั้งแรกของรูปถ่ายมุมนี้ แต่มันก็เหมือนจะเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับทุกครั้งที่ได้มาเยือน... เดินล้ำเข้าไปในห้วงเขตวัดไม่นาน แสงแดดก็จำกัดจำเขี่ยลงทุกที... พร้อมกับอุณหภูมิที่ทำให้มือที่สัมผัสเจ้าเหล็กของขาตั้งกล้องสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว...

 

ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว เหลือเพียงแดดสุดท้ายที่สะท้อนอยู่บนปุยเมฆ... อุปกรณ์ชุดเล็กๆ ถูกเก็บเข้ากระเป๋า...สองเท้าก้าวกลับสู้ที่พัก ระหว่างทาง ได้ผลไม้สดๆราคาประหยัดติดไม้ติดมือมากินให้ชื่นใจก่อนนอน แค่นี้ก็มีความสุขเล็กๆให้ตัวเองได้อีกวันแล้ว...กับภาพฝันซ้ำๆที่ไม่เคยเบื่อ...

11月27日

เพลง...อะไร...

เพลงอะไรม่รู้ ฟังแล้วโดนใจจัง...อยากจะเอามาเขียนไว้บน Blog... ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเขียนไว้ทำไมเพราะอาจจะร้องกันได้แล้วทั้งประเทศ รู้จักกันมั้ย เพลงนี้ของ Flure...เพียงเรื่องเดียว...
 
มุมมองคนเราหลากหลาย แตกต่างกันไป
ฉันอาจสื่อสารได้ไม่เขาใจ..ว่าจริงๆแล้วต้องการพูดอะไร
แต่อยากให้เพลงนึงเป็นเพลงที่ลึกซึ้งและก็กินใจ
แต่กลัวเธอฟังแล้วอาจจะไม่เข้าใจ
 
จึงอยากจะร้องเพลงนี้ให้เธอรู้เอาไว้
ว่ามีเพียงเรื่องเดียว
เป็นเรื่องเดียวที่อยากจะให้เธอฟังและเข้าใจด้านเดียว
ไม่ต้องคิดอะไรและไม่ได้หมายความอื่นใด
ฉันรับรองไม่มีอะไรข้องเกี่ยว
 
ฉันมีแค่เรื่องเดียว
เป็นเรื่องเดียวที่อยากจะให้เธอฟังและเข้าใจผู้เดียว
ไม่ต้องคิดมากมายฉันไม่ได้หมายความอื่นใด
นอกจากฉัน...แอบรักเธออยู่รู้ไหม...
 
ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น
ไม่ต้องแปลอะไรทั้งนั้น
ฉันรักเธอ...
 
ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น...
ไม่ต้องแปลอะไรทั้งนั้น...
ฉันรักเธอ...คนเดียว...
 
เคยแอบรักใครข้างเดียวกันบ้างไหม...เวลาเรารักใครข้างเดียว ไม่รู้จะบอกยังไง บอกไปแล้วจะเป็นยังไง... มันสับสนมันวุ่นวายใจ...เพลงมันสื่ออารมณ์ของคนแอบรักชาวบ้าน เหมือนแอบรักใครแล้วแอบไปเดินตามตูดเค้าต้อยๆแบบไม่รู้จะบอกยังไงดี...ฉันไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้หมายความอื่นใด ฉันรับรองมันไม่มีอะไรข้องเกี่ยว..มันไม่มีอะไรนะ...แต่ฉันแอบรักเธอว่ะ... เออ...แล้วมันไม่มีอะไรได้ยังไง(วะ)...เพลงซึ้งๆแบบไม่ต้องคิดอะไร ไม่ต้องแปลอะไร แค่รักอ้ะ...มีไรป่าว..รักโว้ยยยย....
11月20日

เพลงคณะ...

เวลาว่างๆ เหตุการณ์บางอย่าง ก็ทำให้เรานึกถึงอดีตบางช่วงของชีวิตขึ้นมาได้เหมือนกัน...วันนี้ บังเอิญ...การนั่ง Jump seat คนเดียว ระหว่างรอเครื่องลง อยู่ๆใจก็พลันนึกไปถึงเว็บบอร์ดที่เพิ่งเข้าไปสำรวจก่อนออกมาบินเที่ยวนี้ เพื่ออัพเดตข่าวประจำวัน ว่าด้วยเรื่องเพื่อนฝูงที่ร่ำเรียนมาด้วยกัน... ข่าวว่ารุ่นน้องจัดรับน้องกันที่ระยอง...อนิจจา ด้วยกิจการหน้าที่การงานมันไม่อำนวย ด้วยวันหยุดวันลาของอาชีพนี้มันไม่เหมือนชาวบ้าน...ทำให้ฉันต้องพลาดการรับน้องเป็นปีที่สาม...
 
เมื่อนึกถึงบรรยากาศของการรับน้อง...ทำให้ฉันเกิดฮัมเพลงเก่าๆ...เพลงที่นับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ของคนทำห้องเชียร์มาตลอดเวลาห้าปีของชีวิตนักศึกษา... จริงๆแล้วก็ไม่ได้เป็นภาระอะไรมากมาย เพราะฉันออกจะเป็นแนว ไปป่วนเสียมากกว่า เพียงแต่คงจะรู้สึกเหมือนชีวิตมันไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ หากปีไหนที่ไม่ได้เฉียดกรายไปใกล้ๆเสียงหวานๆของการครวญเพลง เสียงรัวกลองสะบัดชัย ที่สะเทือนอยู่ทุกเย็น พร้อมกับเพลงที่รุ่นพี่ร้องนำน้องเข้าห้องเชียร์...
 
เดิน...ดุ่มเดิน..ดุ่มเดิน อย่ามัวรีรอ...เรามิย่นย่อ..เรา ส.ถ. ไม่รอใคร...เราส.ถ.ไม่รอใคร...
มา..มะเรา...มะเรา มาพากันเดิน...พากันเดิน...พากันเดิน...ให้เพลิดเพลินไปเดินหาใคร...
ใคร..นะใคร..นะใคร..มี่เป็นนารี..เรารักยาหยี..ดุให้ดีเรารักใคร...ดูให้ดีเรารักใคร...ฮิ้ว...
 
(ยอมรับว่าเพลงนี้มันส์..มากเวลาร้องตอนเมาๆ...ทีมร้องเพลงนี้ ก็อย่างไม่ต้องสงสัยว่า ถ้าเป็นพวกรุ่นพี่ขี้เมาที่นั่งกินเหล้าหน้าห้องเชียร์จะได้อารมณ์เป็นพิเศษ...)
 
เพลงนี้..มากับสิ่งที่เราทุกคน เรียกว่า"เพลงคณะ" เพลงอันเป็นศูนย์รวมของคณะ เพลงที่ทำให้รุ่นพี่รุ่นน้องร้องร่วมกัน เพลงที่...ทำให้ตั้งวงเหล้าได้ทุกวันหลังเลิกเชียร์ เพลงที่พี่น้องสืบทอดกันมารุ่นด่อรุ่น...วันนี้ฉันฮัมเพลงนี้ล่ะ....
 
ส.ถ.เหล่าชายชาตรี...ความทุกข์ไม่มี มีแต่สุขอยู่ร่ำไป(มีแต่สุขอยู่ร่ำไป--- เสียงผู้หญิงร้องตาม)
เขียนแบบแต่เช้ายันค่ำ ลำบากตรากตรำไม่เคยท้อใจ
ค่ำคืนไม่นอนรึนั่น มิเคยหวาดหวั่นมิเคยหวั่นไหว...
เขียนแบบกันเรื่อยไปไม่ย่อท้อและรอรา...(ไม่ย่อท้อและรอรา...)
 
งานแบบก็มีหลายอย่าง...
แบบต่างต่างก็มีชุกชุม..
เฝ้าขีดเฝ้าเขียน...อาจารย์ก็เพียร กระหน่ำ...
ร้อนรุ่ม...ร้อนเรา...ถึงคราวตรากตรำ...
หิวน้ำและเหล้ายา โอ้เมตตาบ้างเป็นไร (โอ้เมตตาบ้างเป็นไร---เสียงผู้หญิงร้องประสาน)
 
อกเอ๋ย...ใครเล่าเอยจะเห็นใจ...
แสนจน...ต้องสู้ทนกันต่อไป...(ต้องสู้ทนกันต่อไป)
โอ้หญิงคนใด (โอ้หญิงคนใด---ผู้หญิงประสาน)
จะเห็นใจชาญชาย...(จะเห็นใจชาญชาย---ผู้หญิงประสานตาม)
ความรักมอบไว้...(ความรักมอบไว้...)
ให้กับเธอเพียงผู้เดียว...ให้กับเธอเพียงผู้เดียว....
 
บรรยากาศความคร่ำเครียดของช่วงเชียร์... การเทียบเสียง เทียบคีย์ไม่ไห้ร้องเพี้ยนจากต้นฉบับเดิม เพราะเพลงที่แต่งขึ้นมาดันเป็นเพลงประสานเสียงที่ยอมรับว่างดงามเสียเหลือเกินในความรู้สึกของฉันเอง... การไต่คีย์และเอื้อนเสียงในบางเพลง ทำเอาแทบหมดลมหายใจ บรรดาพี่ว๊าก ก็พยายามเก็กหน้าเข้มกันจนพาให้บรรยากาศมืดๆทึมๆของห้องเชียร์เป็นที่รังเกียจของบางคนเสียจนต้องหาเรื่องแอบหนีกลับบ้านเสียก่อนหลังเลิกเรียน... วันปิดเชียร์...เป็นวันหนึ่งที่บรรดาความเครียดความเหนื่อยหน่ายจากห้องเชียร์ของเราจบลง จำกันได้หรือเปล่า วันที่เราร้องสี่เพลงเอก...
 
โอ้สวนรวงผึ้ง...มองให้ซึ้งมีผึ้งสามรวงเด่น
เช้า สาย บ่าย เย็น...ใครไม่เว้นมองเห็นผึ้งตรึงตา...
ดอกไม่ในถิ่น...มวลผึ้งบินตอมกันอยู่ทุกครา...
ต่างรวง ต่างสรรค์ และศรัทธา...หวานนานา พาสู่รวง ทรวงผูกพัน...
 
สวนสำราญวิมานภมรทั่วกัน...ภมรทุกรวงสัมพันธ์
เชื่อมรวงกันรักมั่นไม่คลาย...
 
แล้วเสียงเพลงก็สะดุดกึก ลงทันที...ฉันลืม...ลืมเนื้อเพลงที่หัดร้องกันแทบเป็นแทบตาย...ลืม...ลืม...บางเรื่อง บางสิ่ง อดีตบางอย่างที่น่าจดจำ ก็ถูกปัจจุบันกลบหายไปเสียได้... บางสิ่งบางเรื่องที่อยากจะลืม ดันกลายเป็นเรื่องที่ยากจะลืม...
 
บางสิ่งที่อยากลืมเรากลับจำ...บางสิ่งที่อยากจำเรากลับลืม...นี่แหละชีวิต...
 
尚未添加列表。

zaaaaa LittleBig